สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง
Royal Thai Embassy, Beijing
ท่านสามารถนัดหมายเข้ารับบริการด้านกงสุลของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ผ่านระบบการจองนัดหมายที่ https://thaiconsulpek.mikecrm.com/Uv6aoy2 โดยกรอกข้อมูลเบื้องต้น และเลือกวันนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการ จากนั้นรอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับเพื่อยืนยันนัดหมาย และติดต่อเข้ารับบริการตามวันเวลาที่นัดหมายไว้
ท่านสามารถตรวจสอบรายการเอกสารที่ต้องใช้ในการบริการแต่ละประเภทหรือนำส่งสำเนาไฟล์เอกสารมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ก่อนเดินทางมารับบริการ ผ่านระบบการจองนัดหมายดังกล่าว ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบรายการเอกสารได้ที่เว็บไซต์ https://thaiembbeij.org/th/thai-service/thai-service/
โปรดนำเอกสารดำเนินการตามขั้นตอนการรับรองเอกสารสองชั้น (ภาษาจีน : 双认证 ชวงเริ่นเจิ้ง) ดังนี้
1. นำเอกสารสำคัญ เช่น ใบปริญญา เอกสารรับรองวุฒิการศึกษา หรือใบ Transcript หรือเอกสารสำคัญทางธุรกิจที่ออกโดยหน่วยงานจีนไปติดต่อสำนักงาน Notary Public (ภาษาจีน : 公证处 กงเจิ้งชู่) ในเมืองหรือมณฑลที่ท่านศึกษาอยู่ เพื่อยื่นเรื่องขอแปลเอกสารจากต้นฉบับภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษและทำการรับรองนิติกรณ์เอกสาร โดยแจ้งสำนักงาน Notary Public ว่า ต้องการรับรองเอกสารสองชั้น ทั้งนี้ สำนักงาน Notary Public จะใช้เวลาดำเนินการแตกต่างกันตามประเภทเอกสารที่ต้องการรับรอง โดยเมื่อเอกสารผ่านการรับรองนิติกรณ์เรียบร้อยแล้ว สำนักงาน Notary Public จะติดต่อท่านเพื่อให้ไปรับเอกสารคืน ทั้งนี้ ท่านสามารถ สอบถามขั้นตอน ระยะเวลา หรือค่าธรรมเนียมได้จากสำนักงาน Notary Public ในเขตพื้นที่ของท่านได้โดยตรง
2. โดยปกติสำนักงาน Notary Public จะรับผิดชอบการดำเนินการตามขั้นตอนการรับรองเอกสารทั้งกระบวนการ ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการนิติกรณ์เอกสารโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่สำนักงาน Notary Public จะเป็นผู้ส่งเอกสารดังกล่าวให้แก่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ในเขตพื้นที่นั้น ๆ โดยตรง (ผู้ร้องไม่จำเป็นต้องเดินทางมาด้วยตัวเอง) ทั้งนี้ เอกสาร 1 รายการขอให้แปลและรับรอง 2 ชุด (สำหรับผู้ร้อง 1 ชุด และสถานเอกอัครราชทูตฯ 1 ชุด) เนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตฯ จะต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน 1 ชุด
หากท่านต้องการรับรองเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานของต่างประเทศเพื่อนำไปใช้ที่ประเทศไทย แต่ประเทศดังกล่าวไม่ได้มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศไทยด้วย (ตัวอย่าง เช่น ประเทศสโลวีเนีย ประเทศมาลาวี หรือประเทศโบลิเวีย ฯลฯ) โปรดดำเนินการ ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ท่านจะต้องนำเอกสารต้นฉบับดังกล่าวไปแปลเป็นภาษาอังกฤษและไปผ่านรับรองจากหนึ่งในสองทางเลือก ดังนี้
(1) กระทรวงการต่างประเทศของประเทศที่ออกเอกสารดังกล่าว (ตัวอย่างเช่น ประเทศสโลวีเนีย ให้นำเอกสารและคำแปลไปรับรองที่กระทรวงการต่างประเทศสโลวีเนีย หรือหน่วยงานอื่นที่ได้รับอำนาจให้รับรองเอกสารของประเทศดังกล่าว)
(2) สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของประเทศที่ออกเอกสารดังกล่าวที่ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน (ตัวอย่างเช่น สถานเอกอัครราชทูตโบลิเวียประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศไทย) โดยขอให้ท่านสอบถามกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของประเทศดังกล่าวก่อนว่าสามารถรับรองเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานประเทศของตนได้โดยตรงหรือไม่ เนื่องจากแต่ละประเทศอาจมีขั้นตอนและแนวปฏิบัติที่ต่างกัน
ขั้นตอนที่ 2 เมื่อท่านได้นำเอกสารต้นฉบับไปผ่านการรับรองตามขั้นตอนที่ 1 แล้ว ขอให้ท่านพิจารณา ดังนี้
(1) กรณีนำเอกสารไปรับรองผ่านกระทรวงการต่างประเทศของประเทศที่ออกเอกสารดังกล่าว ขอให้ท่านนำเอกสารดังกล่าวไปรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยในประเทศดังกล่าวหรือที่มีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศดังกล่าว (ตัวอย่างเช่น หากท่านนำเอกสารของประเทศสโลวีเนียไปรับรองผ่านกระทรวงการต่างประเทศสโลวีเนีย ท่านจะต้องนำเอกสารที่ผ่านการรับรองแล้วไปรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา ที่มีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศสโลวีเนีย) ทั้งนี้ ท่านสามารถสืบค้นเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยแต่ละแห่งเพื่อตรวจสอบพื้นที่เขตกงสุลที่รับผิดชอบดังกล่าวได้โดยตรง
(2) กรณีนำเอกสารไปรับรองผ่านสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของประเทศที่ออกเอกสารดังกล่าวที่ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ขอให้ท่านนำเอกสารดังกล่าวมารับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง หรือสถานกงสุลใหญ่ไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีเขตกงสุลครอบคลุมพื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ต่างประเทศดังกล่าวที่ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยท่านสามารถเดินทางมาได้ด้วยตนเองหรือมอบหมายตัวแทนให้นำเอกสารต้นฉบับดังกล่าวมารับรองได้ โดยขอให้ท่านทำหนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือมอบหมายแนบประกอบมาด้วย ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมในการนิติกรณ์ลายมือชื่อเพื่อรับรองเอกสารดังกล่าวที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง จำนวน 125 หยวน ต่อหนึ่งลายมือชื่อ
ขั้นตอนที่ 3 เมื่อผ่านการรับรองจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยแล้ว ให้ท่านนำเอกสารดังกล่าวไปรับรองต่อที่กรมการกงสุล (ถนนแจ้งวัฒนะ) โดยเมื่อดำเนินการขั้นตอนนี้เสร็จแล้ว ท่านสามารถนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ต่อยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยตามวัตถุประสงค์ได้ต่อไป
สามารถยื่นขอหนังสือรับรองสถานภาพสมรส (ใบรับรองโสด) ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอที่ท่านมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่ประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตฯ ไม่สามารถออกหนังสือรับรองสถานภาพสมรสได้
สถานเอกอัครราชทูตฯ ไม่มีอำนาจในการแก้ไขนามสกุล ท่านสามารถดำเนินการได้ที่ประเทศไทย
1. หลักการ ท่านสามารถเปลี่ยนนามสกุลภายหลังการสมรสได้ตามหลักการของพระราชบัญญัติการใช้ชื่อสกุลตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2548 โดยการใช้นามสกุลของบุคคลสัญชาติไทยที่จดทะเบียนสมรสหรือหย่าตามกฎหมายจีนต้องสอดคล้องกับการใช้นามสกุลตามพระราชบัญญติชื่อบุคคล ดังต่อไปนี้
(1) การใช้นามสกุลหลังการหย่า หลังหย่าหรือศาลเพิกถอนการสมรส คู่สมรสที่ใช้นามสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งต้องกลับไปใช้นามสกุลเดิมของตน (มาตรา 13 วรรค 1)
(2) การใช้นามสกุลควบ ตามกฎหมายใหม่ ไม่สามารถใช้นามสกุลควบได้ ตัวอย่างเช่น “หลี่-บางนา” เป็นต้น
(3) การใช้ชื่อรอง คู่สมรสอาจใช้นามสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นชื่อรองได้ เมื่อได้รับความยินยอมของฝ่ายนั้นแล้ว (มาตรา 6) โดยสามารถยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อรองได้ที่อำเภอที่ตนเองมีทะเบียนบ้านอยู่
(4) การใช้นามสกุลหลังคู่สมรสเสียชีวิต หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียชีวิต ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่และใช้นามสกุลของอีกฝ่ายหนึ่ง มีสิทธิ์ใช้นามสกุลนั้นต่อไปได้ แต่เมื่อจะสมรสใหม่ให้กลับไปใช้นามสกุลเดิมของตน (มาตรา 13 วรรค 2)
ทั้งนี้ การเปลี่ยนนามสกุลในทะเบียนราษฎร์ หรือการบันทึกฐานะแห่งครอบครัวภายหลังการสมรส/หย่าในข้อ (1) – (5) จะต้องดำเนินการที่ประเทศไทยเท่านั้น ท่านต้องติดต่อเขต/อำเภอที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเพื่อยื่นขอดำเนินเรื่องดังกล่าวไม่สามารถยื่นผ่านสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้
2. การเปลี่ยนนามสกุลหลังการสมรสของท่านเป็นการเปลี่ยนนามสกุลบนเอกสารทางการของประเทศไทย เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง ซึ่งไม่มีผลต่อเอกสารประจำตัวของท่านที่ออกโดยหน่วยงานจีน เช่น เอกสารแสดงถิ่นที่อยู่ (Residence Permit) ซึ่งท่านสามารถยื่นคำร้องใหม่ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวได้
กรุณาพิจารณาใน 3 เรื่อง ดังต่อไปนี้
1. จดสูติบัตรที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ กรณีคนไทยเกิดในต่างประเทศ บิดา มารดา (หรือผู้ได้รับมอบหมาย) ต้องนำใบยืนยันการเกิด (Medical Certificate of Birth/出生医学证明) ของบุตรที่ออกโดยโรงพยาบาลท้องถิ่นของจีนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ทะเบียนสมรสของบิดามารดา ซึ่งผ่านการรับรองนิติกรณ์จากสำนักงาน Notary Public (ภาษาจีน : 公证处 กงเจิ้งชู่) แล้วมาแจ้งเกิดที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ในเขตกงสุลที่รับผิดชอบเขตพื้นที่ที่บุตรเกิด ดังนี้
2. ใช้เอกสารใดบ้าง
2.1 เอกสารของบิดาและมารดาสัญชาติไทย ประกอบด้วย
(1) ใบคำร้องขอจดทะเบียนคนเกิด โดยสามารถขอรับแบบฟอร์มได้ที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่และลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่
(2) หนังสือเดินทางฉบับจริง
(3) บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง หรือ หนังสือรับรองบุคคลติดรูปถ่ายหรือใบต้นขั้ว
(4) สำเนาทะเบียนบ้านไทย หรือ แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรฉบับจริงพร้อมสำเนา
(5) กรณีที่บิดามารดาจดทะเบียนสมรส ขอให้แสดงใบทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย หรือใบทะเบียนสมรสตามกฎหมาย
ต่างชาติที่ผ่านการรับรองนิติกรณ์แล้ว (หากไม่มีทะเบียนสมรส อาจมีขั้นตอนอื่นเพิ่มเติม)
2.2 เอกสารประจำตัวบุตร ได้แก่ สูติบัตรออกโดยโรงพยาบาล (ฉบับจริงพร้อมสำเนา) นำเอกสารดังกล่าวไปแปลและรับรองที่สำนักงาน Notary Public (ภาษาจีน : 公证处 กงเจิ้งชู่) ในมณฑลหรือเมืองที่อยู่ในจีนและนำเอกสารดังกล่าวไปรับรองนิติกรณ์ต่อที่สำนักงานต่างประเทศประจำมณฑล/เมืองนั้น ๆ(外交部 หรือ 外事办)โดยขอยื่นทำนิติกรณ์ที่เรียกว่านิติกรณ์สองชั้น (ภาษาจีน : 双认证 ชวงเริ่นเจิ้ง) (ฉบับจริงพร้อมสำเนา) ทั้งนี้ กรณีบุตรเกิดที่ประเทศมองโกเลียหรือประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) โปรดนำเอกสารดังกล่าวไปรับรองที่หน่วยงานนิติกรณ์ของประเทศดังกล่าว
2.3 เอกสารของบิดาหรือมารดาซึ่งเป็นคนจีนหรือชาติอื่น ๆ
(1) หนังสือเดินทางฉบับจริง
(2) บัตรประจำตัวประชาชนซึ่งออกโดยหน่วยงานของประเทศที่ถือสัญชาติ
(3) รูปถ่ายสี 1 รูป (ถ่ายร่วมกัน 3 คน บิดา มารดา และบุตร หรือรูปถ่าย 2 คนคือมารดากับบุตรในกรณีที่ไม่มีบิดา) ไม่จำกัดขนาดแต่ควรเห็นหน้าชัดเจน (ไม่เกิน 6 เดือน)
(4) ทำบันทึกคำให้การของมารดาหรือบิดา จัดทำที่สถานเอกอัครราชทูตฯ เมื่อมายื่นคำร้อง
3. สัญชาติของบุตรที่เกิดในประเทศจีน ตามกฎหมายสัญชาติของไทย บุคคลที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย มีสิทธิได้รับสัญชาติไทยโดยกำเนิด ทั้งนี้ ปัจจุบันกฎหมายสัญชาติของไทยและจีนยังไม่รับรองการถือสองสัญชาติ สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงขอแนะนำให้ท่านศึกษาข้อมูลและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละประเทศ
ผู้เยาว์ที่อายุถึงเกณฑ์มีบัตรประจำตัวประชาชน (อายุครบ 7 ปีบริบูรณ์) แล้ว และประสงค์ขอจัดทำหนังสือเดินทาง จะต้องแสดงหลักฐานบัตรประชาชนประกอบการจัดทำหนังสือเดินทางด้วย
เอกสารเดินทางฉุกเฉินเป็นเอกสารที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ออกให้ท่านกรณีหนังสือเดินทางสูญหายหรือชำรุด สามารถสำหรับใช้เดินทางกลับประเทศไทยเท่านั้น ทั้งนี้ การออกเอกสารเดินทางฉุกเฉินจะมีผลให้หนังสือเดินทางเล่มที่สูญหาย/ชำรุดของท่านถูกยกเลิกทันที ดังนั้น เมื่อท่านพบว่าท่านทำหนังสือเดินทางหาย ขอให้ท่านตรวจสอบให้ถี่ถ้วนอีกครั้งก่อนขอจัดทำ ETD เนื่องจากท่านไม่สามารถขอยกเลิก ETD เพื่อกลับไปใช้หนังสือเดินทางเล่มเดิมที่หาพบแล้วได้อีก
หากท่านแน่ใจแล้วว่า ท่านทำหนังสือเดินทางหาย ท่านจะต้องแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียงทันทีที่ท่านทราบว่า หนังสือเดินทางหาย เพื่อออกเอกสารใบรายงานการแจ้งหนังสือเดินทางหาย (Confirmation of Reporting the Loss of Passport) สำหรับใช้ประกอบการจัดทำเอกสารฉุกเฉินในการเดินทางกลับประเทศไทยที่สถานเอกอัครราชทูตฯ
เมื่อท่านมาจัดทำเอกสารเดินทางฉุกเฉิน (ETD) ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ แล้ว ขอให้ท่านพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
3.1 กรณีเดินทางเข้าประเทศจีนแบบยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) ท่านสามารถใช้เอกสารเดินทางฉุกเฉินเดินทางกลับประเทศไทยได้ทันที
3.2 กรณีเดินทางเข้าประเทศจีนด้วยการตรวจลงตรา โปรดติดต่อที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในเขตท้องที่ของท่าน หรือที่ท่านยื่นเรื่องขอทำเอกสารแสดงถิ่นที่อยู่ (居留许可 (jūliú xǔkě)) เพื่อขอรับการตรวจลงตราชั่วคราว (停留签证 – Tíngliú Qiānzhèng) และใช้เดินทางกลับประเทศไทย ทั้งนี้ ระยะเวลาในการขอรับการตรวจลงตราชั่วคราวเป็นดุลพินิจของหน่วยงานจีน
กรณีท่านมีเอกสารแสดงถิ่นที่อยู่ในจีน (居留许可 (jūliú xǔkě)) แล้ว และท่านทำหนังสือเดินทางหายและท่านมิได้ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย ท่านไม่จำเป็นต้องขอทำเอกสารเดินทางฉุกเฉิน โดยท่านสามารถมาขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ได้ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อนำไปยื่นคำร้องขอทำเอกสารแสดงถิ่นที่อยู่ในหนังสือเดินทางเล่มใหม่ต่อหน่วยงานที่จีนเกี่ยวข้อง
สำหรับคนไทยในประเทศมองโกเลีย – ขอให้ท่านติดต่อสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงอูลานบาตาร์ (หมายเลข 976-99049365 หรือที่อยู่ Room No. 1104, Ayud Tower, Olimp Street, 1st khoroo, Sukhbaatar District, Ulaanbaatar, Mongolia, 14240) ในทันทีที่ท่านทราบว่าท่านทำหนังสือเดินทางหาย
ปัจจุบัน การตรวจลงตรา (VISA) สำหรับชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาที่ประเทศไทยเป็นรูปแบบออนไลน์ทั้งหมดที่เว็บไซต์ www.thaievisa.go.th ชาวต่างชาติไม่จำเป็นต้องเดินทางมาขอรับการตรวจลงตราที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยอีกโดยท่านสามารถศึกษาคู่มือการขอรับการตรวจลงตราและติดตามสถานะการตรวจลงตราได้โดยใช้หมายเลขคำร้องในการค้นหาในระบบคำร้องในเว็บไซต์ดังกล่าวด้วยตนเอง ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวรองรับการใช้งานในหลายภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอาหรับ ภาษาเวียดนาม เป็นต้น
ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับประเทศดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
ท่านสามารถติดต่อฝ่ายวีซ่า สถานเอกอัครราชทูตฯ ทางหมายเลขโทรศัพท์ (86-10) 8531-8768 ในวันทำการเวลา 15.00 – 16.00 น. (เวลาท้องถิ่นจีน) หรือทางอีเมล [email protected] หรือ ติดต่อสถานกงสุลไทยในจีนที่มีอยู่ 9 แห่ง ได้ที่เว็บไซต์ https://thaiembbeij.org/cn/consulate-general/ ทั้งนี้ โดยคำนึงว่า ความต้องการขอรับการตรวจลงตรามีจำนวนมาก ท่านอาจพิจารณาวางแผนการขอรับการตรวจลงตราล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ
ไม่ได้ การทำงานในประเทศจีนจำเป็นต้องขอรับการตรวจลงตราประเภททำงาน (ประเภท Z) จากสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศไทย/ประเทศต้นทาง การลักลอบทำงานเป็นความผิดและมีบทลงโทษทางกฎหมายของจีน ซึ่งอาจนำมาสู่การปรับ คุมขัง หรือเนรเทศออกนอกประเทศ
หากท่านท่องเที่ยวในประเทศจีนจนครบกำหนดตามมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราแล้ว จำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศจีนแล้วเดินทางกลับเข้ามาท่องเที่ยวใหม่ได้อีกครั้ง โดยแต่ละครั้งจะสามารถพำนักในจีนได้ไม่เกิน 30 วัน รวมระยะเวลาพำนักไม่เกิน 90 วัน ภายใน 180 วัน ทั้งนี้ ผู้ที่พำนักในประเทศจีนเกินระยะเวลา (overstay) จะมีโทษปรับวันละ 500 หยวน หรือโทษกักขัง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่พำนักเกินและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ผู้ถือวีซ่า Q1 ติดตามคู่สมรสไม่สามารถทำงานในประเทศจีนได้ หากต้องการทำงานในประเทศจีน จะต้องยื่นเรื่องที่สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลจีนประจำประเทศไทย/ประเทศต้นทาง เพื่อขอวีซ่าประเภททำงานเท่านั้นมิเช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีน มาตรา 80 ระบุว่า ชาวต่างชาติที่ประกอบอาชีพผิดกฎหมายต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่า 5,000 หยวน แต่ไม่เกิน 20,000 หยวน กักขัง (拘留) ไม่น้อยกว่า 5 วัน แต่ไม่เกิน
15 วัน หรือทั้งจำทั้งปรับ
การแลกเงินตราต่างประเทศ (บาท – หยวน) ท่านสามารถแลกผ่านธนาคารหรือร้านค้าที่ได้รับอนุญาตให้บริการแลกเงิน ทั้งนี้ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 45 ของกฎหมายการจัดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของประเทศจีน ซึ่งระบุว่า ผู้ใดซื้อขายเงินตราต่างประเทศเป็นการส่วนตัว ซื้อขายเงินตราต่างประเทศโดยมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการซื้อขายเงินตราต่างประเทศแบบเก็งกำไร หรือแนะนำการซื้อขายเงินตราต่างประเทศอย่างผิดกฎหมายเป็นจำนวนเงินมาก จะต้องถูกตักเตือนจากหน่วยงานบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ ริบรายได้ที่ผิดกฎหมาย และปรับเป็นจำนวนเงินไม่เกินร้อยละ 30 ของจำนวนเงินที่กระทำความผิด ในกรณีที่มีความร้ายแรง ปรับเป็นจำนวนเงินตั้งแต่ร้อยละ 30 ขึ้นไปจนถึงมูลค่าเทียบเท่าของจำนวนเงินที่กระทำความผิด และหากเข้าข่ายเป็นอาชญากรรม ต้องรับโทษทางอาญาตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ท่านสามารถนำเงินสกุลหยวนเข้า-ออกสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ครั้งละไม่เกิน 20,000 หยวน เงินสกุลอื่นไม่เกินกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หากเกินกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐแต่ไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่า) ต้องยื่นขอ “หนังสือรับรองการพกพาเงินตราต่างประเทศ” (外币携带证) จากธนาคารและแสดงต่อศุลกากรเพื่อประทับตราอนุญาต หากเกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ต้องยื่นขอหนังสือรับรองจากสำนักงานบริหารเงินตราต่างประเทศแห่งชาติจีน (SAFE) ในพื้นที่ที่ธนาคารเงินฝากตั้งอยู่เพื่อนำมาแสดงต่อศุลกากร
http://www.nmpa.gov.cnการส่งยารักษาโรค/ยาประจำตัวเข้าประเทศจีนทางไปรษณีย์สามารถทำได้ แต่ควรแนบใบรับรองแพทย์หรือใบสั่งยาซึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนในการส่งด้วย ทั้งนี้ จะต้องไม่เป็นยารักษาโรคที่ผิดกฎหมายหรือถูกห้ามใช้ในประเทศจีน รวมถึงต้องไม่เป็นยารักษาโรคที่มี/นำไปเป็นส่วนประกอบของสิ่งของผิดกฎหมายได้ ทั้งนี้ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหน่วยงาน Pharmaceutical Administration Law of the People’s Republic of China (中华人民共和国药品管理法) ที่ www.nmpa.gov.cn และรายละเอียดด้านกฎหมายจากกฎหมายว่าด้วยศุลกากรของจีน Customs Law of the People’s Republic of China (中华人民共和国海关法)
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง
เลขที่ 21 ถนนกวงหวา เขตฉาวหยาง กรุงปักกิ่ง รหัสไปรษณีย์: 100600
Royal Thai Embassy, Beijing
21 Guang Hua Road, Chaoyang District, Beijing 100600 P.R.C.
ฝ่ายกงสุล
เลขที่ 21 ถนนกวงหวา เขตฉาวหยาง กรุงปักกิ่ง รหัสไปรษณีย์: 100600
Consular Section
21 Guang Hua Road, Chaoyang District, Beijing 100600 P.R.C.
เวลาทำการ
เปิดทำการทุกจันทร์- ศุกร์
Service Time
Monday and Friday
@2020 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง